วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

เครื่องตี(ขิม)

ขิม


ขิม

 ขิมแต่เดิมแล้วนั้นเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นของประเทศจีนขิมเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่4แห่งกรุงรัตน-โกสินทร์โดยชาวจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดนนำมารวมอยู่ในวงเครื่องสายจีนซึ่งนำมาใช้ในการประกอบการแสดงงิ้ว และนำมาบรรเลงในงานเทศกาลต่าง ๆ จนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 6

 นักดนตรีไทยนำขิมมาบรรเลงในสมัยต้นรัชกาลที่ 6 โดยแก้ไขบางอย่าง คือเปลี่ยนสายลวดทองเหลืองให้มีขนาดโตขึ้น เทียบเสียงเรียงลำดับ ไปตลอดจน ถึงสายต่ำสุด เสียงคู่แปดมือซ้ายกับมือขวามีระดับเกือบตรงกัน เปลี่ยนไม้ตีให้ใหญ่และก้านแข็งขิ้น หย่องที่หนุนสาย มีความหนา กว่าของเดิมเพื่อให้เกิดความสมดุล และมีความประสงค์ให้เสียงดังมากขึ้น และไม่ให้เสียงที่ออกมาแกร่งกร้าวเกินไปให้ทาบสักหลาดหรือหนังตรงปลายไม้ตี ส่วนที่กระทบกับสาย ทำให้เสียงเกิดความนุ่มนวล และได้รับความนิยม บรรเลงร่วมอยู่ในวงเครื่องสายผสมจนถึงปัจจุบัน


ภาพแสดงการเล่นขิม
ส่วนประกอบของ ขิม

1.ตัวขิม ทำมาจากไม้เนื้อแข็งโดยคัดเลือกชนิดของไม้และอายุของเนื้อไม้ที่มีความเหมาะสม มาผึ่งให้แห้ง แล้วแปรรูปเป็นตัวขิม ขัดมันให้เรียบ อาจจะมีการทาสีหรือไม่ก็ได้ แล้วทาสารเคลือบเงาเพื่อความสวยงาม
2.ฝาขิม ทำมาจากไม้อย่างเดียวกับที่นำมาทำตัวขิม และนำมาตัดให้ได้รูป แล้วแปรรูปเป็นฝาขิม ตกแต่งเหมือนตัวขิม
3.สายขิมทำมาจากทองเหลืองมีลักษณะเป็นเส้นกลมยาวเส้นเล็กแต่ข้อเสียของสายทองเหลืองคือ เมื่อใช้ไปนานสายจะเริ่มมีสนิม และขาดได้ง่าย ปัจจุบันจึงนิยมใช้สายที่ทำมาจาก สแตนเลส เพราะขาดยาก มีความคงทน สามารถใช้งานได้นาน
 4. นมขิม ทำมาจากไม้ มีลักษณะเป็นไม้แบนยาวยึดติดกับตัวขิม ล่างสายขิม มีทั้งหมด 2 อัน
5.หลักขิม เป็นโลหะที่ติดอยู่กับตัวขิมยึดสายขิมเอาไว้สามารถหมุนได้เพื่อไว้สำหรับปรับระดับเสียงของขิม
6.ตุ๊กตาขิม จะติดอยู่กับตัวขิม จะมีรูโปร่งไว้สำหรับเสียงกระจายออก เวลาบรรเลง
7.หย่องพาดสายขิม ทำมาจากไม้มีลักษณะเป็นไม้แบนเป็นตัวรองสายก่อนที่จะไปยึดติดอยู่กับหลักขิม
8.ไม้ตีขิม ทำมาจากไม้มีลักษณะเป็นก้านแข็งและมีความยึดหยุ่นให้ทาบหนังหรือสักหลาดตรงปลายไม้ตี

VDO แสดงการสาธิตการเล่นขิม
ขอขอบคุณ youtube.com


เครื่องตี(กรับ)

กรับ

        เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ทำจังหวะประกอบร่วมกับฉิ่ง จัดเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของมวลมนุษยชาติ แรกเริ่มทีเดียวคงพัฒนามาจากการปรบมือของมนุษย์ เมื่อปรบมือนานเข้าคงจะเกิดอาการเจ็บมือ ซ้ำซาก หลังจากนั้นอาจจะพบเศษไม้ใกล้ตัวก็นำมาเคาะ การใช้ไม่เคาะแทนการปรบมือนั้น นอกจากจะไม่เจ็บมือแล้วยังเพิ่มสีสันของเสียงในการบรรเลงอีกด้วย ภายหลังได้นำมาเหลาเพื่อให้เกิดความสวยงามและความสะดวกในการใช้ กรับที่ใช้อยู่ในวงดนตรีไทยมีอยู่หลายแบบ
        เครื่องดนตรีที่เรียกว่า กรับนั้นมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ กรับคู่ กรับพวง และกรับเสภา
กรับคู่
         ทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก เหลาให้เรียบและเกลี้ยงอย่าให้มีเสี้ยน มีรูปร่างแบนตามซีกไม้ไผ่ หนาตามขนาดของเนื้อไม้ยาวประมาณ 40 ซม ทำเป็น 2 อันหรือเป็นคู่ ใช้ตีให้ผิวกระทบกันทางด้านแบนเกิดเป็นเสียง กรับ
         

กรับพวง
เป็นกรับชนิดหนึ่งตอนกลางทำด้วยไม้บางๆหรือแผ่นทองเหลือง หรืองาหลายๆอันและทำไม้แก่น 2 อันเจาะรูตอนหัวร้อยเชือกประกบไว้ 2 ข้างเหมือนด้ามพัด เวลาตีใช้มือหนึ่งถือตรงหัวทางเชือกร้อย แล้วฟาดลงไปบนอีกฝ่ามือหนึ่ง เกิดเป็นเสียงกรับขึ้นหลายเสียง จึงเรียกว่ากรับพวงใช้เป็นอานัตสัญญาณ เช่นในการเสด็จออกในพระราชพิธีของพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพนักงานจะรัวกรับ และใช้กรับพวงตีเป็นจังหวะ ในการขับร้อง เพลงเรือ ดอกสร้อยและใช้บรรเลงขับร้องในการแสดง นาฎกรรมด้วย

กรับเสภา
ทำด้วยไม้แก่น เช่นไม้ชิงชัน ยาวประมาณ 20 ซม หนาประมาณ 5 ซม เหลาเป็นรูป 4 เหลี่ยมแต่ลบเหลี่ยม ออกเพื่อมิให้บาดมือและให้สามารถกลิ้งตัวของมันเองกลอก กระทบกันได้โดยสะดวก ใช้บรรเลงประกอบในการขับเสภา เวลาบรรเลงผู้ขับเสภาจะใช้กรับเสภา 2 คู่ รวม 4 อัน ถือเรียงกันไว้บนฝ่ามือของตนข้างละคู่ กล่าวขับเสภาไปพลาง มือทั้ง 2 ข้างก็ขยับกรับแต่ละข้างให้กลอกกระทบกันเข้าจังหวะ กับเสียงขับเสภา จึงเรียกกรับชนิดนี้ว่า กรับเสภา

เครื่องตี




ฆ้อง

เครื่องตี เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิด เสียงดนตรีด้วยการใช้ของสองสิ่งกระทบกัน ด้วยการตี นับว่าเป็นเครื่องดนตรีประเภท เก่าแก่ที่สุดที่ที่มนุษย์รู้จักใช้ ได้มีวิวัฒนาการจากอุปกรณ์ง่ายๆ ให้มี ความหลากหลายออกไปทั้งรูปแบบและวัสดุที่ใช้ สำหรับเครื่องดนตรีไทย ที่เป็นประเภทเครื่องตีมีดังนี้
  1. เครื่องตีที่ทำด้วยไม้ ได้แก่ กรับ ระนาด
  2. 
    ขิม
    
  3. เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ฆ้อง ฉิ่ง มโหระทึก กังสดาล
  4. ครื่องตีที่ทำด้วยหนัง ได้แก่ กลองประเภทต่างๆ

 
 
ฉิ่ง




กรับ


เครื่องดีด (ซึง)


ซึง

ซึ่ง
ซึงเป็นเครื่องดนตรีประเภท ดีด มี4 สาย แต่แบ่งออกเป็น2เส้น เส้นละ2สาย มีลักษณะคล้าย กระจับปี่ แต่มีขนาดเล็กกว่า ความยาวทั้งคันทวนและกะโหลกรวมกันประมาณ 81 ซม กะโหลกมีรูปร่างกลมวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 21 ซม ทั้งกะโหลกและคันทวน ใช้ไม้เนื้อแข็งชิ้นเดียวคว้านตอนที่เป็นกะโหลกให้เป็นโพรง ตัดแผ่นไม้ให้กลม แล้วเจาะรูตรงกลางทำเป็นฝาปิดด้านหน้า เพื่ออุ้มเสียงให้กังวาน คันทวนเป็นเหลี่ยมแบนตอนหน้า เพื่อติดตะพานหรือนมรับนิ้ว จำนวน 9 อัน ตอนปลายคันทวนทำเป็นรูปโค้ง และขุดให้เป็นร่อง เจาะรูสอดลูกบิดข้างละ 2 อัน รวมเป็น 4 อันสอดเข้าไปในร่อง สำหรับขึ้นสาย 4 สาย สายของซึงใช้สายลวดขนาดเล็ก 2 สาย และ สายใหญ่ 2 สาย ซึงเป็นเครื่องดีดที่ชาวไทยทางภาคเหนือนิยมนำมาเล่นร่วมกับปี่ซอ หรือ ปี่จุ่มและ สะล้อ
แบ่งตามลักษณะได้ 3 ประเภท คือ ซึงเล็ก ซึ่งกลาง และซึงหลวง(ซึงที่มีขนาดใหญ่)
แบ่งตามประเภทได้ 2 ชนิด คือ ซึงลูก3 และซึงลูก4 (แตกต่างกันที่เสียง ลูก 3 เสียงซอลจะอยู่ด้านล่าง ส่วนซึงลูก4 เสียงซอลจะอยู่ด้านบน)
อธิบายคำว่า สะล้อ ซอ ซึง ที่มักจะพูดกันติดปาก ว่าเป็นเครื่องดนตรีของชาวล้านนา แต่ที่จริงแล้ว มีแค่ ซึง และสะล้อ เท่านั้นที่เป็นเครื่องดนตรีของชาวล้านนา ส่วนคำว่า ซอในที่นี้ หมายถึง การขับซอ ซึ่งเป็นการร้อง,การบรรยาย พรรณณาเป็นเรื่องราว ประกอบกับวงปี่จุ่ม
ภาพแสดงลักษณะการเล่น ซึง 
ส่วนประกอบของ ซึง

  1. โรงเสียง (อ่าน “โฮงเสียง”) คือ ต้นกำเนิดเสียงซึ่งมีลักษณะเป็นไม้กลวงข้างใน นิยมใช้ไม้เนื้ออ่อน หรือไม้สักทั้งท่อนทำ  เพราะอาจขูดเนื้อไม้ทำเป็นกล่องเสียงได้ง่าย โดยคว้านข้างในให้กลวงเป็นรูปวงรี เหลือขอบโดยรอบกับพื้นกล่องเสียงซึ่ง ไม่หนามากนัก ความหนาของกล่องเสียงขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ที่จะใช้ทำ  และขนาดของซึงที่ต้องการ เท่าที่พบโดยทั่วไปหนาประมาณ 2 - 3 นิ้ว
  2. ตาดซึง คือ แผ่นไม้บางปิดหน้าโรงเสียง เจาะรูกว้างพอประมาณบริเวณใกล้ศูนย์กลางค่อนไปทางคอเล็กน้อย เพื่อเป็นทางออกของเสียง 
  3. ฅอซึง มี ลักษณะเป็นคันยาวยื่นต่อจากตัวกล่องเสียง อาจเป็นไม้ท่อนเดียวกันกับที่ใช้ทำกล่องเสียง หรือทำแยกส่วนเป็นคนละชิ้นก็ได้ ถ้าไม่ได้ใช้ชิ้นเดียวกันกับที่ทำตัวกล่องเสียงแล้ว ส่วนนี้ จะนิยมทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เพื่อให้ทนทานและเสียงที่ดังออกมาไพเราะ
  4. ลูกซึง เป็นแท่งไม้เล็ก ๆ ติดเป็นระยะ ๆ ภาคกลางเรียน “นม” ภาษาสากลเรียก Bar ลูกซึงนี้เป็นตำแหน่งสำหรับกดบังคับเสียงตามบันไดทางเสียง ติดเป็นระยะเรียงตามความยาวของคอซึง จนใกล้ถึงตัวกล่องเสียง จำนวนลูกซึ่งไม่แน่นอน แต่มาตรฐานทั่วไปนิยม ติด 9 อัน โดยจัดเว้นระยะตามบันไดเสียงที่ได้
  5. สายซึง เป็นเส้นทองเหลือง ซึ่งแต่เดิมนั้น นิยมใช้สายห้ามล้อจักรยานมาทำ ปัจจุบันอาจพบว่ามีการนำสายกีตาร์มาใช้แทน ซึงมี 4 สาย แยกกันเป็น 2 คู่ (เวลาดีดจะดีดทีละคู่) ขึงจาก ค๊อบ (อ่าน “ก๊อบ”) รองสายโดยขึงผ่านกลางกล่องเสียงไปยังลูกบิด การดีดมักใช้เขาสัตว์หรือพลาสติกทำเป็นชิ้นบาง  และขนาดไม่ใหญ่นักสำหรับดีดสายซึง โดยดีดตรงบริเวณที่สายขึงอยู่ใกล้กับรูที่เจาะไว้ มืออีกข้างหนึ่งจับคอซึงและใช้นิ้วกดสายลงให้แนบกับลูกซึง เพื่อให้เกิดเสียงตามที่ต้องการ
  6. ค็อบซึง (อ่าน “ก๊อบซึง”) คือ หย่องที่เป็นไม้หมอนซึ่งเป็นไม้ท่อนเล็ก อยู่ระหว่างช่องระบายเสียงกับส่วนที่อยู่เกือบล่างสุดของขอบตัวกล่องเสียง
  7. หลักซึง คือ ลูกบิดสำหรับตั้งหรือบังคับสายซึงให้ตึงหรือหย่อน เพื่อใให้ได้เสียงตามต้องการ  
  8. หัวซึง  คือ ส่วนปลายสุดของซึง
VDO แสดงการสาธิตการเล่นซึง
ขอขอบคุณ youtube.com


เครื่องดีด (กระจับปี๋)

กระจับปี่
กระจับปี่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด หรือพิณ 4 สายชนิดหนึ่ง ตัวกะโหลกเป็นรูปกลมรีแบนทั้งหน้าหลัง มีความหนาประมาณ 7 ซม. ด้านหน้ายาวประมาณ 44 ซม. กว้างประมาณ 40 ซม. ทำคันทวนเรียวยาวประมาณ 138 ซม. ตอนปลายคันทวนมีลักษณะ แบน และบานปลายผายโค้งออกไป ถ้าวัดรวมทั้งคันทวนและตัว กะโหลก จะมีความยาวประมาณ 180 ซม. มีลูกบิดสำหรับขึ้นสาย 4 อัน มีนมรับนิ้ว 11 นมเท่ากับจะเข้ ตรงด้านหน้ากะโหลกมีแผ่นไม้บางๆ ทำเป็นหย่องค้ำสายให้ตุงขึ้น เวลาบรรเลงใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ จับไม้ดีด เขี่ยสายให้เกิดเสียง
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่า ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอดีดจะเข้ กระจับปี่ตีโทนทับ โห่ร้องนี่นั่นต่อมาก็นำมาใช้เป็นเครื่องดีดประกอบการขับไม้ สำหรับบรรเลงในพระราชพิธี แต่เนื่องจากกระจับปี่มีเสียงเบา และมีน้ำหนักมาก ผู้ดีดกระจับปี่จะต้องนั่งพับเพียบขวาแล้วเอาตัวกระจับปี่ วางบนหน้าขาข้างขวาของตน เพื่อทานน้ำหนัก มือซ้ายถือคันทวนมือ ขวาจับไม้ดีด เป็นที่ลำบากมาก อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ไม่ค่อยมีผู้นิยมเล่นกระจับปี่ ในปัจจุบันจึงหาผู้เล่นได้ยาก
กระจับปี่ สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจาก ภาษาชวา คำว่า กัจฉปิ ซึ่งคำว่า กัจฉปิ นั้นมีรากฐานของคำศัพท์ ในบาลีสันสกฤต คำว่า กัจฉปะ ที่แปลว่า เต่า เนื่องจากลักษณะของ กระจับปี่นั้น จะมีกระโหลกเป็นรูปกลมรีแบนทั้งหน้าหลัง ซึ่งมองแล้วคล้ายกับกระดองของเต่า จาก นิรัย พันแก่น และ ทับทิม สุกใส


ภาพแสดงวิธีการเล่นกระจับปี่

ภาพแสดงวิธีการจับ กระจับปี่












VDO แสดงการสาธิตการเล่นกระจับปี่
ขอขอบคุณ youtube.com

เครื่องดีด (จะเข้)

จะเข้

จะเข้เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทดีด

จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องดีด มี 3 สาย เข้าใจว่าได้ปรับปรุงแก้ไขมาจากพิณ คือ กระจับปี่ซึ่งมี 4 สาย นำมาวางดีดกับพื้นเพื่อความสะดวก จะเข้ได้นำเข้าร่วมบรรเลงอยู่ในวงมโหรีคู่กับกระจับปี่ในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีผู้นิยมเล่นจะเข้กันมาก ทำให้กระจับปี่ค่อย ๆ หายไปในปัจจุบัน เนื่องจากหาผู้เล่นเป็นน้อย
ตัวจะเข้ทำเป็นสองตอน คือตอนหัวและตอนหาง โดยลักษณะทางตอนหัวเป็นกระพุ้งใหญ่ ทำด้วยไม้แก่นขนุน หนาประมาณ 12 ซม. ยาวประมาณ 52 ซม. และกว้างประมาณ 11.5 ซม. ท่อนหัวและท่อนหางขุดเป็นโพรงตลอด รวมทั้งสิ้นมีความยาวประมาณ 130 132 ซม. ปิดใต้ทองด้วยแผ่นไม้ มีเท้ารองตอนหัว 4 เท้า และตอนปลายปางอีก 1 เท้า วัดจากปลายเท้าถึงตอนบนของตัวจะเข้ สูงประมาณ 19 ซม. ทำหลังนูนตรงกลางให้สองข้างลาดลง โยงสายจากตอนหัวไปทางตอนหางเป็น 3 สาย มีลูกบิดประจำสายละ 1 อัน สาย 1 ใช้เส้นลวดทองเหลือง อีก 2 สายใช้เส้นเอ็น มีหย่องรับสายอยู่ตรงปลายหางก่อนจะถึงลูกบิด ระหว่างตัวจะเข้มีแป้นไม้เรียกว่า นม รองรับสายติดไว้บนหลังจะเข้ รวมทั้งสิ้น 11 อัน เพื่อไว้เป็นที่สำหรับนิ้วกดนมแต่ละอันสูง เรียงลำดับขึ้นไป ตั้งแต่ 2 ซม. จนสูง 3.5 ซม.

ภาพแสดงลักษณะการบรรเลง จะเข้

เวลาบรรเลงใช้ดีดด้วยไม้ดีดกลมปลายแหลมทำด้วยงาช้างหรือกระดูกสัตว์ เคียนด้วยเส้นด้ายสำหรับพันติดกับปลายนิ้วชี้ข้างขวาของผู้ดีด และใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางช่วยจับให้มีกำลัง เวลาแกว่งมือส่ายไปมา ให้สัมพันธ์ กับมือข้างซ้ายขณะกดสายด้วย

ภาพแสดงส่วนประกอบของ จะเข้

ส่วนประกอบของจะเข้
๑. ส่วนตัว
มีลักษณะเป็นกระพุ้งคล้ายใบพายลาดลงทั้ง ๒ ข้าง เพื่อเพิ่มความกังวานให้กับเสียง
๒. เท้าหรือขาจะเข้ มี๕เท้า ติดตอนที่เป็นกระพุ้ง ๔ เท้า และติดตอนด้านปลายอีก ๑ เท้า เท้าทั้ง ๕ นี้ จะทำเป็นรูปใบบัวและลูกแก้วเพื่อความสวยงาม โดยที่มีความสูงจากพื้นประมาณ ๘.๕ cm
๓. ลูกบิด จะอยู่ส่วนด้านหัว สำหรับผูกสายเทียบเสียงตามความต้องการมี๓ อัน ซึ่งสอดทางด้านใน (ด้านคนดีด)๑ อัน และด้านนอกอีก ๒ อัน ลูกบิดแต่ละอันยาวประมาณ ๒๒ cm.
๔. หลัก สำหรับตรึงสาย ทำด้วยโลหะ เป็นหลักเตี้ยๆ มีขื่อกลางสำหรับผูกสาย ตั้งอยู่ตอนหัวของจะเข้
๕. โต๊ะรองสาย ทำด้วยโลหะทองเหลืองหรือทองขาว กว้างประมาณ ๔ cm. ยาวประมาณ ๘ cm. และสูงประมาณ ๒ cm. ความสูงของโต๊ะนี้มีความสูงไม่เท่ากัน โดยด้านที่ติดกับหลักตรึงสาย จะมีความสูงเท่ากับหลักตรึงสาย และตรงกลางของโต๊ะรองสายจะนูนขึ้นเล็กน้อย จะมีความสูงเท่ากับหลักตรึงสาย และตรงกลางของโต๊ะรองสายจะนูนขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อที่จะให้สายได้แนบกับโต๊ะได้อย่างสนิท
๖. แหน คือ ผิวไม้ไผ่บางๆ เล็กๆที่มีความสำคัญกับเสียงของจะเข้หากวางไม่ถูกตำแหน่งเสียงจะเข้ก็จะไม่ได้เสียงที่ใสชัด ตำแหน่งที่วางแหนของจะเข้แต่ละตัวไม่เท่ากันต้องอาศัยการฟัง ปกติแหนนี้มักใช้รองรับสายเอกและสายทุ้ม ๑อัน และสายลวดอีก ๑ อัน

๗. นม ใช้สำหรับเป็นฐานรองสายเวลากดนิ้ว เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ มีทั้งหมด ๑๑ นม นมของจะเข้ด้านบนเรียกว่า สาบจะต้องไม่ติดกับสายของจะเข้ นมที่อยู่ติดกับหย่องจะสูงประมาณ ๓.๕ cm. สำหรับนมอันสุดท้าย จะสูงประมาณ ๒ cm. ซึ่งโต๊ะรองสายสูงประมาณ ๒.๕-๓ cm.
๘. หย่อง มีสำหรับรองสายตอนปลาย โดยให้สายทั้ง ๓ สอดเข้าไปโดยทั่วไปหย่องจะทำด้วยกระดูกหรืองา
๙. รางไหม – ฝารางไหม รางไหมคือช่องที่เจาะตอนบนของส่วนหาง มีลักษณะเป็นช่องเพื่อให้สอดสายเข้าไปถึงลูกบิดได้ เรียกว่ารางไหม เจาะกว้างประมาณ ๓cm. ยาวประมาณ ๑๙ cm. และด้านบนมีกระดูก งาหรือไม้เหลามาปิดประกบเป็นฝารางไหมเพื่อความสวยงาม
๑๐. หย่องหรือซุ้ม คือส่วนที่สายจะต้องลอดผ่าน ก่อนนำไปผูกกับลูกบิด ตัวหย่องทำเป็นรูปซุ้ม สูงประมาณ ๘cm. กว้างประมาณ ๖ cm. ส่วนที่สายพาดลงไปจะบากเป็นซี่ๆ เพื่อแยกสายทั้ง ๓ ออกจากกัน
๑๑. สาย จะเข้จะมีอยู่ ๓ สาย เป็นสายไหม ๒ สาย และสายลวดอีก๑ สาย ปัจจุบันนิยมใช้สายเอ็นเบ็ดตกปลามาแทนสายไหมเนื่องจากคุณสมบัติที่เหนียวขาดยากกว่าสายไหม
๑๒. ไม้ดีด ทำด้วยไม้ งาช้าง หรือกระดูกสัตว์ ทำเป็นแท่งกลมๆ ส่วนปลายเรียวเล็ก กว้างประมาณ ๑ cmยาวประมาณ ๕-๘cm ด้านบนผูกเชือกติดกับไม้ดีด เพื่อไว้พันกับนิ้วชี้มือขวาให้แน่น เวลาดีดจะได้ไม่หลุด ส่วนด้านปลายของไม้นั้นเหลาปลายให้เล็กเรียวมน เพื่อให้มีความคล่องในการดีด
VDO แสดงการสาธิตการเล่นพิณ
ขอขอบคุณ youtube.com

เครื่องดีด



จะเข้

 เครื่องดนตรีที่เกิดเสียงด้วยการใช้มือหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีดที่สาย แล้วเกิดเสียงดังขึ้น เราจะรวมเรียกว่าเครื่องดีด

ในปัจจุบันเราสามารถ พบเครี่องดนตรีที่เป็นเครื่องดีดได้อย่างหลากหลาย แต่ในเครื่องดีดที่เป็นที่รู้จัก หรือ โดดเด่น ได้แก่   พิณ  กระจับปี่  จะเข้
พิณ

กระจับปี่
  










พิณ

พิณ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดชนิดหนึ่ง

พิณ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดแบบหนึ่ง มีหลายชนิดแตกต่างตามท้องที่ ในภาคอีสานของประเทศไทย พิณอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น "ซุง" หรือ "เต่ง" จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย มีรูปร่างคล้ายกีตาร์แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยทั่วไปมี 3 สาย ในบางท้องถิ่นอาจมี 2 หรือ 4 สาย บรรเลงโดยการดีดด้วยวัสดุทีเป็นแผ่นบาง เช่นไม้ไผ่เหลา หรืออาจใช้ปิ้กกีตาร์ดีดก็ได้ สมัยก่อนจะเล่นเครื่องเดียวเพื่อเกี้ยวสาว ปัจจุบันมักใช้บรรเลงในวงดนตรีโปงลาง วงดนตรีลำซิ่ง หรือวงดนตรีลูกทุ่ง
พิณ มีเสียงกังวานสดใส สามารถบรรเลงเพลงได้ทั้งจังหวะอ่อนหวาน เศร้ารันทด และสนุกสนานครื้นเครง เข้าถึงอารมณ์แบบพื้นบ้าน พิณจึงเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งของคนอีสาน



VDO นี้เป็นการแสดงตัวอย่างและวิธีการเล่นพิณอย่างง่าย
ขอขอบคุณ youtube.com

 
องค์ประกอบต่างของ พิณ
  
๑ เต้าพิณ
กรณีเป็นพิณโปร่ง เต้าพิณคือส่วนที่เป็นโพรง ซึ่งเป็นส่วนที่จะขยายสัญญาณเสียงให้ดังขึ้นนั่นเอง ประกอบจากไม้สองส่วนคือ ส่วนที่เจาะเป็นโพรงหรือตัวเต้า และส่วนที่เป็นแผ่นประกบปิด 
 ๒ คอพิณ
คอพิณ คือส่วนที่ต่อออกมาจากตัวเต้าพิณ โตประมาณพอกำได้ ยาวประมาณ ๒ ฟุต หรือประมาณหนึ่งช่วงแขน โดยด้านโคน ต่อเข้ากับตัวเต้าพิณ ส่วนด้านปลาย เป็นส่วนที่ติดลูกบิดขึ้นสายพิณ และต่อหัวพิณเข้าไป(กรณีแยกหัวไว้ต่างหาก)
ไม้ที่ทำคอพิณ ต้องแข็ง ซึ่งโดยมาก หากตัวเต้าเป็นไม้ มักจะใช้ไม้ชนิดเดียวกันกับตัวเต้าพิณนั่นเอง แต่หากตัวเต้าเป็นกะลา น้ำเต้า หรือกระดองเต่า ก็จะเลือกใช้ไม้คอพิณต่างหาก
ด้านปลายคอพิณ เซาะร่อง และเจาะรูสำหรับติดลูกบิด และปลายสุด อาจเจาะรูสำหรับนำหัวพิณมาต่อ หรือทำเป็นหัวพิณเลยก็ได้
๓ หัวพิณ
     หัวพิณ คือส่วนที่ต่อจากคอพิณไป เป็นส่วนประกอบเพื่อให้พิณสมบูรณ์สวยงาม สมัยก่อน มักทำพิณด้วยไม้ท่อนเดียว หัวพิณจึงติดกับคอพิณเลยแต่ปัจจุบัน ไม้หายากขึ้น จึงแยกหัวพิณออกเป็นส่วนต่างหาก และนำมาประกบเข้ากับปลายคอพิณทีหลัง ซึ่งหัวพิณ นิยมทำเป็นรูปหัวพญานาค แต่ช่างพิณบางคน ทำเป็นรูปหัวหงส์ก็มี
๔ ขั้นแบ่งเสียง
     คือตัวแบ่งสเกลระดับเสียง หรือตัวแบ่งโน้ต ทำจากซี่ไม้ไผ่แบน ๆ นำมาติดเข้ากับคอพิณ หันด้านติวไม้ขึ้นรองรับสาย สมัยก่อน ติดขั้นพิณด้วยขี้สูด แต่ปัจจุบันใช้กาวติด นอกจากนั้น ปัจจุบัน นิยมทำขั้นพิณโดยใช้แท่งโลหะเล็กๆ เช่นลวด เป็นต้น
๕ หย่อง
     คือตัวควบคุมคีย์ของสายพิณขณะดีดสายเปล่า ซึ่งมีสองตัวคือ หย่องหน้าหรือหย่องเต้าพิณ ติดอยู่ที่ด้านหน้าเต้าพิณ และหย่องท้ายหรือหย่องด้านหัวพิณ จะติดด้านปลายคอพิณ ถัดจากขั้นพิณอันสุดท้าย พูดง่ายๆ หย่อง จะติดครอบขั้นพิณทั้งหมดเอาไว้ ตัวหย่องทำจากไม้เนื้อแข็ง บากร่องสำหรับพาดสายตามจำนวนสายพิณ
๖ ลูกบิดขึ้นสาย
     เป็นตัวยึดสายพิณ และปรับระดับคีย์ของสายพิณแต่ละสาย โดยติดเข้าด้านปลายของคอพิณ สมัยก่อน ทำจากไม้เนื้อแข็งเหลาเป็นแท่งกลมด้านปลายสอบเล็กลง ปัจจุบัน มีการนำเอาลูกบิดขึ้นสายของกีตาร์ มาใช้แทน เพราะสะดวกในการขึ้นสาย และปรับแต่งเสียงมากกว่า
๗ สายพิณ
     สมัยก่อน เนื่องจากสายกีตาร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงนิยมใช้สายเบรกรถจักรยาน มาทำเป็นสายพิณ แต่ปัจจุบันนิยมใช้สายกีตาร์ เพราะหาง่าย ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า โดยพิณโปร่ง ใช้สายกีตาร์โปร่ง พิณไฟฟ้า ใช้สายกีตาร์ไฟฟ้า
     สายพิณโปร่ง ควรใช้สายกีตาร์โปร่ง เพราะสายแข็งกว่า ให้เสียงดังกว่า และไม่ค่อยเป็นสนิม
๘ ปิ๊ก
     ปิ๊กหรือที่ดีดสายพิณ สมัยก่อน ทำจากเขาควาย หรือหากไม่มีเขาควายก็ใช้ไม้เนื้อแข็ง เหลาให้บาง ด้านปลายแหลมมน ต่อมา ก็ใช้ขวดพลาติก เช่นแกลลอนน้ำมัน เป็นต้น แทน ปัจจุบัน เมื่อพัฒนามาใช้สายกีตาร์แทน ก็เลยใช้ปิ๊กกีตาร์ไปด้วย